Thursday, Oct 04, 2007

MQB -Death is a Small Matter

(70 downloads)

Download this episode (39 min)   
. (in thai)

a tribute to my late friend, may from bba7, thammasat university. she had lived her life well and found the true meaning of life at the end of her life. some excerpts from may's blog about her last moments included.

let's discuss about death and why i think death is a very small matter. if you have your stories to share, please share them with us here in my comment box.

ขออุทิศให้กับเมย์ เพื่อนที่เพิ่งเสียชีวิตไปนะคะ เมย์เป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาตลอด และแม้กระทั่งในวาระสุดท้ายของชีวิต เมย์ก็ได้ค้นพบสัจธรรมของชีวิตและบันทึกลงในบล็อกของเมย์ที่ bloggang โดยใช้ชื่อว่า rabbitmay

"เด็กโง่...สงสัย" ขอเอามาเล่าให้ฟังนะคะ

นอกจากนี้รายการขอแบ่งปันความคิดที่ว่า ความตายเป็นเรื่องเล็ก ด้วยค่ะ หากใครมีเรื่องราวจะแบ่งปัน กรุณาพิมพ์ลง comment box ได้เลยค่ะ



รูปดอกไม้จาก www.fio.co.th

Posted by linina at 10:22 AM |  3 comments  

<< Home

3 Comments:

Anonymous said...

รู้สึกได้ฟังอะไรที่ตรงกับใจและความคิดในตอนนี้มากๆเลยค่ะ ดิฉันทำงานเป็นลูกเรือของสายการบินที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุในเดือนที่ผ่านมา คนที่รู้จักหลายคนเสียชีวิตไป...หลายคนมีกำลังมีอนาคต ที่สดใส... หลายคนเพิ่งทำความฝันของตัวเองก้าวแรกได้สำเร็จเพิ่งมีความสุขกับชีวิตการทำงานที่ใฝ่ฝันได้ไม่เท่าไหร่ ทุกคนมีการศึกษาที่ดี หน้าตารูปร่างดี เป็นที่รักใคร่ สิ่งที่คงอยู่หลังจากที่พวกเค้าจากไปก็คือสิ่งดีๆที่พวกเขาได้ทำ วันเวลาและความทรงจำดีๆ ในงานศพมีแต่คนกล่าวถึงสิ่งที่ดีๆเกี่ยวกับพวกเขา ทำให้นึกถึงกลอนที่ว่า "นรชาติสิวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา" มันเป็นเรื่องใกล้ตัว ซะจนเรารู้สึกมากๆ เครื่องบินที่เราทำงานอยู่ทุกวัน เพื่อนร่วมงานที่เราร่วมทุกข์สุขด้วยกัน วันหนึ่งกลายเป็นแค่เศษซากกลับคืนสู่ผืนดิน

เรื่องความตายสำหรับชาวพุทธอย่างดิฉัน ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับสัจธรรมการเกิด การดับมากก็พอสมควร เราได้ยิน..เรารู้ แต่เรายังไม่เข้าใจ เรียกได้ว่ายังไม่รู้สึกกับมันจนกระทั่งต้องได้เจอกับตัวจึงจะรู้สึก จากวันแรกที่ทราบข่าวมันช่างใกล้ตัวเหลือเกิน มันเกิดอย่างน่าสยดสยองกับสิ่งที่เราคุ้นเคย..งานของเรา...เพื่อนของเรา..สถานที่ทำงานของเรา แต่แล้วสิ่งที่ถูกพูดกรอกหูมาทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้คิดได้ว่า "ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ แน่นอน" มันผุดขึ้นมาโดยอัติโนมัติ อยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ตายได้ทั้งนั้น คิดขึ้นมาเองว่าจุดประสงค์ในการเกิดมาของมนุษย์เราคืออะไร "เกิดมาก็เพื่อทำความดีนั่นเอง" สิ่งที่เคยคิดว่าเรารู้แล้ว เราเข้าใจ ก็เพิ่งมาเข้าใจและรู้สึกในคราวนี้เอง ความสุขของคนไม่ใช่เงินทองหรือสิงใด สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสมบัติผลัดกันชม แม้แต่ความงามของธรรมชาติ สายลม แสงแดด ที่เราต่างเวียนว่าย ตายเกิดมาชื่นชมความงามของมัน ตายแล้วเอาไปได้หรือ..ก็ไม่ สิ่งที่คงอยู่กับเราคือคุณความดี ความภูมิใจในตนเองที่ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ได้ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่แรง กำลัง สติปัญญา ของเราจะทำได้ นี่แหละคือคุณค่าและเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง

คุณ linina เป็นคนที่มีความคิดดีคนหนึ่งนะคะ ขอมอบความรักและความสุขกลับไปสู่คุณและทุกๆคนที่เข้ามาฟังด้วยค่ะ

11:17 AM
linina said...

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น มันคงกระทบตัว(ใจ)คุณไม่มากก็น้อย ตอนเด็กๆพวกเราก็คิดว่าโลกมันเรียบง่ายมากๆ มีพ่อมีแม่ แค่นี้ก็สุขใจแล้ว ไม่เคยรู้สึกแย่ๆกับการสูญเสียใดๆที่ใหญ่หลวงเลย

แต่ยิ่งโต ก็ยิ่งต้องมีคนรอบข้างล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายต้องทำใจไว้เนิ่นๆเลยล่ะ ว่าพ่อแม่เราก็จะตายจากไป จะไม่มีพ่อไม่มีแม่อีกแล้ว เรื่องนี้คงไม่ค่อยมีใครคิดหรือกล้าคิดหรอกใช่ไหมคะ เพราะเห็นกันอยู่ทุกวัน เลยไม่ค่อยได้คิดว่าเวลามันเหลือน้อยลงเรื่อยๆทุกที หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง อายุขัยก็สิ้นลงไปเรื่อยๆเนอะ ไม่แน่อาจตายก่อนก็ได้



บางทีคิดแล้วเศร้าหดหู่ แต่จริงๆถ้าคิดเพ่งพินิจมันมากๆ เรียกว่าเผชิญหน้าไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอด จะเกิดความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นนะคะ เหมือนมันเป็นความรู้สึกที่กลับรู้สึกว่าความตายมันสวยงามเหมือนกับที่การเกิดเป็น เพราะมันเป็นจุดเริ่มและจุดจบของชีวิตใหม่ๆเสมอค่ะ คือไม่ได้บอกว่าชอบเห็นคนตายนะคะ -_-'' ยังไงก็กระทบแหละ เพียงแต่ว่าถ้าทำใจให้คิดลึกๆมันจะสงบเองอ่ะ งงป่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกผิดหรือเปล่า เพียงแต่คิดว่าเช้าวันนี้ตื่นมา คิดถึงเมย์ แล้วก็ยิ้มเฉยเลย เพราะรู้สึกว่าเค้าสวยงาม จากไปก็ตามวาระแล้วล่ะ ป่านนี้ทำอะไรอยู่น้า ขอให้มีความสุขนะเมย์ ส่วนเราที่เหลือก็ยังต้องพยายามกันต่อไปล่ะนะ ... อะไรประมาณเนี้ย -_-'' สักวันคงเป็นตาเราบ้างล่ะ แต่ตอนนี้ยังมีลมหายใจอยู่นี่หน่า ยังไงก็ขอมีชีวิต สู้ๆก่อนล่ะ แล้ววันหนึ่งตาเราบ้างละกัน

จริงๆแล้วเคยกระทบมากเลยล่ะค่ะ กับเรื่องนี้ (ทั้งที่ยังไม่มีใครในครอบครัวจากไป) จนมาคิดดู ตายมันธรรมดา แต่เราคงเสียใจสุดๆถ้าเค้าตายแล้วเราเคยทำไม่ดีต่อเค้า หรือดีต่อเค้าไม่พอ เรียกว่ามีอะไรติดค้างนั่นแหละ เพราะอย่างนี้แล้ว รีบบอกรัก รีบขอโทษ รีบทำดี กับทุกคนให้มากๆดีกว่าเนอะ จะได้หมดจดกันแบบสบายๆ ไม่ติดค้าง เสียใจอะไร

คนใกล้ตัว เคยบอกว่า ตายคงไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กสำหรับคนที่ยังอยู่ เพราะเค้าจะเป็นคนที่ต้องอยู่ต่อกับการรับรู้ตรงนี้ว่าเราตายจากเค้าไป ต้องเป็นฝ่ายทรมาน แต่สำหรับคนที่ตายไปแล้วคงเป็นเรื่องเล็กสำหรับเค้าจริงๆนั่นแหละ เพราะตายแล้วไม่รู้สึกอะไรแล้วนี่หน่า

และที่สำคัญที่สุด "มันเป็นเรื่องเล็กสำหรับโลก"

โอ้โห.... ประโยคหลังโดนใจสุดๆเลยค่ะ (อ่ะ ยกเครดิตให้หน่อย คุณแทนไทพูดค่ะ ไม่รู้ว่าพี่แกเย็นชา หรือเพราะว่ามองโลกแบบปล่อยวางจริงๆ ตอนพูดนี่หน้าตาราบเรียบมาก ในขณะที่ตอนนั้นนีน่ายังแอบตาแดงอยู่เลยค่ะ)

ทำให้คิดได้ ปิ๊ง! เราจะตาย โลกก็ยังหมุนต่อ ใบไม้ยังผลิบาน ทารกยังเกิด คนยังแก่ต่อไป คนยังรักกัน คนยังสู้กัน กวางในป่าก็ยังคงทิ้งก้อนอุนจิไว้ในพงหญ้ารกก่อนจะกระโดดจากไปพรอดรักกันต่อ ไม่ได้มีอะไรหรือใครได้รับผลอะไรกับการที่เราตายเล้ยยย

เพราะสุดท้ายแล้ว ก้อนเมฆ...ที่เราดูก่อนตาย ก็ยังคงลอยล่อง แปรเปลี่ยน สูญหาย ละลาย รวมตัว... เป็นก้อนเมฆต่อไป อย่างที่มันเคยเป็นมาตั้งแต่ยุคโบราณ และจะเป็นต่อไปในอนาคตอีกนานเท่านาน

เพราะฉะนั้นก้อนเมฆก้อนสุดท้ายที่เมย์เคยมอง ก็คงได้ผ่านหลังคาบ้านนีน่าไปแล้วด้วยล่ะ แถมไม่แน่ว่าอีกสัปดาห์นึงก็คงจะกลับมาแวะเวียนมาโบกมือให้ใหม่อีกครั้ง ไว้เจอกันนะ ก้อนเมฆ บ๊ะบาย (ก้อนไหนก็ไม่รู้ T^T)

เชื่ออย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นถ้าเราตาย ห้ามใครเสียใจด้วย (จะร้องทำไมเนี่ย รู้ๆกันอยู่ เห็นๆกันอยู่ว่ามันเป็นวิถีของโลก)





เคยคิดว่า ถ้าเราตายจริงๆ เบื่อมากเลยกับการที่ให้คนมาร่วมงานศพใส่ชุดดำ แล้วนั่งร้องไห้...

ถ้าเป็นไปได้ อยากบอกว่าตามสบายเหอะเพื่อน ใส่ชุดแดงมาก็ได้ ความจริงน่าจะชิวๆนะ ตายไปหนึ่งที่เหลือรักกัน นั่งคิดนั่งคุยว่าจะมีโปรเจ็กท์ทำอะไรดีๆให้โลกและสังคมยังไงต่อไปดีกว่า เพราะพลพรรคจากไปแล้วหนึ่ง ที่เหลือเข้มแข็ง สู้แบบเบิ้ลเลย สู้แบบให้ใจยิ้มด้วยนะ ไม่ใช่สู้แบบน้ำตากลบหน้า ก่นด่าโชคชะตาว่าโหดร้าย อะไรแบบเนี้ยไม่อาววว ... แกร่งจริงๆดีกว่าค่ะ

ถ้างานศพมันสบายๆได้อย่างนั้นก็ดีสิเนอะ ถ้างานศพเรามีแต่คนร้องไห้ปานจะตาย เป็นบ้าไป มีแต่น้ำตา เราคงเครียดแย่เลย ไม่อยากตายเข้าไปใหญ่ เครียด

แต่ถ้าจากกันดีๆ คนที่อยู่เป็นคนมีธรรมะหรือเข้าใจใจสัจธรรมโลกก็คงจะเยี่ยมไปเลย มีแต่ความเย็นความสงบในใจ พลอยทำให้เราสบายใจไปด้วย ...

แต่ก็อย่างว่านะคะ ถ้ามันง่าย โลกนี้ก็คงไม่มีคนร้องไห้แล้วเนอะ ตั้งกี่พันปีแล้ว คนก็ยังร้องอยู่เลยอ่ะ

มนุษย์เรานี่ช่างเป็นหุ่นรองรับอารมณ์จริงจริ๊ง... ถ้ามีปัญญาสูงๆก็ดีน่ะสิ...



โอ๊ะ เผลอรำพันอะไรยาวไม่รู้เรื่องคนเดียวอีกแล้วสิเรา ยังไงก็ดีใจนะคะ ที่คุณมีความคิดที่สวยงามจังเลย ชื่นใจค่ะ ไว้วันไหนนีน่าเผลอการ์ดตก นั่งร้องไห้กระจองอแง ก็อย่าลืมเอาอุ้งตีนหมีของคุณมาสะกิดๆนะคะ ช่วยๆกันเตือน แหะๆ ^^




ขอให้มีความสุขมากๆเช่นกันค่ะ รักค่ะ

3:12 PM
linina said...

ปล. ขอบคุณมากค่ะ ที่แบ่งปันเรื่องราวให้ฟัง
มันมีค่าและมีความหมายมากสำหรับนีน่า
ทำให้ได้คิด ชอบมาก

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

3:16 PM

Post a Comment